พรีวิวมือถือ Nokia 6700 classic - โนเกีย 6700 classic
สัดส่วนภายนอก
คุณผู้อ่านรู้สึกเหมือนเราไหมที่พอเห็น 6700 classic แล้วหัวสมองดันประมวลผลอีท่าไหนไม่รู้ให้ไปนึกถึง 6300 รุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด เอาเข้าจริงมันอาจมีส่วนคล้ายก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ นี่คือโทรศัพท์จากโนเกียที่มีคนจำนวนไม่น้อยเฝ้ารออยู่ครับ
ด้านหน้า: จอแสดงผลวางตัวค่อนข้างเบียดชิดกับขอบเครื่อง เนื่องจากมีขนาดตัวไม่ค่อยใหญ่เลยต้องประหยัดเนื้อที่ แถวนั้นยังมีเซ็นเซอร์รับแสง ขณะเดียวกัน แผงปุ่มตัวเลขดันมีลักษณะแบนราบ และออกจะแข็งนิดนึง ทำให้กดได้ยากเหมือนกัน นอกนั้นกดสบายหายห่วงครับ
ด้านขวา: ชัตเตอร์และปุ่มปรับเสียงเรียงตัวอยู่บนขอบโครเมี่ยมอันสวยงาม
ด้านล่าง: ถึงแม้มีพอร์ตไมโครยูเอสบี แต่ 6700 classic ยังคงชาร์จไฟจากอแดปเตอร์ปลายหัวเข็มเช่นเดิม ส่วนพอร์ตดังกล่าวนั้นใช้สำหรับสายดาต้าและหูฟังเท่านั้น แถมตรงนี้มีรูร้อยสายห้อยอยู่ด้วยนะ
ด้านหลัง: แฟลชแอลอีดีดวงน้อยติดสอยเลนส์กล้องอยู่อย่างใกล้ชิด ตามด้วยลำโพงขนาดไม่ใหญ่นัก ให้เสียงดังพอใช้ และมีโทนเสียงออกโปร่งๆ ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของโนเกีย เมื่อเลื่อนฝาหลังเปิดออกมาจะพบช่องใส่ซิมการ์ดและไมโครเอสดี ตลอดจนแบตเตอรี่ขนาด 960 มิลลิแอมป์ด้วย อย่างไรก็ดี เราไม่ต้องปิดเครื่องถอดแบตก่อนเปลี่ยนการ์ดหน่วยความจำนะ ดึงเข้าดึงออกได้สบาย เพียงแค่เปิดฝาหลังเท่านั้น
ภาพรวม: นับว่าสุดยอด เพราะทั้งมีขนาดเล็กและใช้วัสดุดีเยี่ยมกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ กรอบชิ้นหน้าและฝาหลังทำมาจากสเตนเลส สตีลสุดแกร่ง ส่วนปุ่มกดตัวเลขก็เป็นโลหะชนิดหนึ่งที่สลักและเว้นที่ให้แสงแบ็คไลท์ผ่านขึ้นมาอย่างสวยงาม สรุปแล้วคือ 6700 เด่นเรื่องงานประกอบแบบหาตัวจับได้ยากจริงๆ
ชำแหละเครื่องใน
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนเลยคืออินเทอร์เฟสภายใน 6700 classic เป็นรุ่นแรกในมือเราที่เปลี่ยนมาใช้แพลตฟอร์ม เอส 40 เอดิชั่น 6 (อันที่จริงมี 7510 Supernova แต่โนเกียไทยไม่ได้เอาเข้ามาขาย) ไอคอนในเมนูก็มีลักษณะคล้ายกับของ 5800 XpressMusic โน่น เสียดายที่ยังไม่มีทรานซิชั่นสวยๆ ให้เห็นจากโนเกีย ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกอย่างยิ่ง เพราะมือถือสมัยนี้ขาดไม่ได้เลย
อีกสิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนคือ คุณภาพไฟล์จากกล้อง ถึงลูกเล่นจะไม่ได้มากที่สุด แต่ทว่าเมื่อถ่ายมาแล้วซูม 100% ที่จอคอม เรากลับรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ เอส 40 ตัวเก่าๆ ไม่ให้ความรู้สึกนี้เลย ยิ่งไปกว่านั้น ไฟล์วิดีโอยังถ่ายได้บนเรโซลูชั่นสูงถึง 3 แสนพิกเซล 15 เฟรมต่อวินาที ถ้าปรับให้ละเอียดน้อยลงมาเป็น 352 x 288 จุด จะกลายเป็นเรต 30 เฟรมต่อวินาที ตรงนี้ไม่ได้มีดีแค่ตัวเลข แต่ตอนดูในคอมมันเคลื่อนไหวได้เนียนตาจริงๆ เรากล้ารับประกันด้วยเกียรติของสื่อมวลชนเลยเอ้า
เซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวใน 6700 classic ไม่ได้มีหน้าที่ในการหมุนจอเหมือนหลายรุ่น แต่โนเกียกลับนำมันไปใช้ร่วมกับการ “เคาะ” เพื่อดูเวลา หรือ “เคาะ” เพื่อหยุดเสียงเตือนต่างๆ อาทิ เสียงเรียกเข้า เสียงปลุก ฯลฯ มากกว่า แต่ไม่มีความสามารถในการ “พลิก” แล้วเงียบเหมือน 8800 Arte นะ
พูดถึงเรื่องการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ถึงแม้ว่าเอดจ์ คลาส 32 จะถูกจำกัดความเร็วเป็นคอขวดจากเครือข่าย เราก็ยังรู้สึกว่ามันโหลดเว็บเพจได้เร็วสะใจจริงๆ ลองเปิดหน้า www.nokiagang.com แล้วจะเห็นถึงความเร็วเลย นอกจากนี้ 6700 classic ยังมีแอพฯ ที่เป็นทางลัดเข้าสู่โซเชียล เน็ตเวิร์คอีกมาก อาทิ เฟซบุ๊ค มายสเปซ โนเกีย โอวี หรือจะแชร์ภาพถ่ายผ่านฟลิคเกอร์ก็ง่ายไม่แพ้กัน
กูรูฟันธง
ณ ตอนนี้ราคายังไม่เปิดออกมา ถ้าให้เราทาย เดอะ คลาสสิก ตัวใหม่น่าจะดูดเงินออกจากกระเป๋าประมาณ 12,000 บาท หรือเท่าตอนที่ 6500 classic คลอดออกมาใหม่ๆ แต่ด้วยฟังก์ชั่นกล้องที่ห่างกันแบบมวยคนละชั้น วัสดุที่เต็มไปด้วยโลหะ และความสดใหม่ของแพลตฟอร์มน่าจะทำให้ 6700 classic ประสบความสำเร็จได้มากกว่า อย่างน้อยก็มีคนแถวนี้เล็งไว้หนึ่งเครื่องแล้วล่ะ
ข้อดี
1. กล้อง 5 เมกะพิกเซล มีออโต้ โฟกัส และแฟลช
2. กล้องวิดีโอความละเอียดสูง เฟรมเรตดี
3. เซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวรองรับการเคาะสั่งงาน
4. บลูทูธเวอร์ชั่นใหม่ 2.1 พร้อมเอชเอสดีพีเอ 3 ย่านความถี่
5. มีภาครับจีพีเอสในตัวสำหรับใช้กับโนเกีย แม็ปส์
6. ทำงานบนแพลตฟอร์ม เอส 40 เอดิชั่น 6 ใหม่กิ๊ก
7. วัสดุและงานประกอบชั้นเลิศ
8. มีวิทยุเอฟเอ็ม
ข้อเสีย
1. กล้องยังไม่มีโหมดมาโคร ทำให้โฟกัสใกล้มากๆ ไม่ได้
2. ใช้ไฟส่องสว่างเพื่อถ่ายวิดีโอไม่ได้
3. เซ็นเซอร์ฯ ไม่ได้ช่วยงานอย่างอื่นเลย
4. การออกแบบปุ่มกดตัวเลขทำออกมาให้กดไม่ง่ายนัก


