พรีวิวมือถือ Nokia 2323 classic - โนเกีย 2323 classic
สัดส่วนภายนอก
เมื่อมือถือในซีรี่ยส์สูงเขาขยับสเป็กดีขึ้นไปเรื่อยๆ ตามเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แล้วทำไมซีรี่ยส์ต่ำจะขอเจริญรอยตามบ้างไม่ได้ พวกนี้ดีอย่างที่ไม่ต้องมีต้นทุนในการวิจัยผลิตภัณฑ์มากนัก ทำให้ราคาตั้งต้นค่อนข้างถูก และก็กลายมาเป็นขวัญใจคนงบน้อยในที่สุดครับ
ด้านหน้า: มีลักษณะคล้ายคลึง 2330 classic มาก หรือจะบอกว่าเหมือนเลยดีนะ อย่างตัวที่เราเอามาเป็นสีดำ และรุ่นดังกล่าวก็มีสีเดียวกันวางขาย สรุปแล้วคือถ้าไม่มองแผ่นหลังหรือกดเล่น ทั้งคู่ก็มีหน้าตาเหมือนกัน รับรองว่าแยกไม่ออก ด้านหน้าของรุ่นนี้ไม่มีอะไรพิเศษ ยกเว้นปุ่มดอกจันที่ใช้ลัดเข้าเมนูวิทยุได้ และปุ่มทั้งแผงมีขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และวัยชรา
ด้านซ้าย: เนื่องจากเป็นรุ่นเล็ก โนเกียเลยยังใช้พอร์ตพิเศษสำหรับซีรี่ยส์ 1-2 อยู่ ส่วนรูเล็กๆ อีกสองรูนั่นเอาไว้เสียบสายชาร์จหัวเข็มและแจ็คหูฟัง 2.5 ม.ม. ครับ (เราไม่ได้พิมพ์ผิดนะ)
ด้านขวา: เห็นมีรูร้อยสายอยู่ตรงมุมบนโน่น นอกนั้นดูเรียบดีแท้
ด้านบน: สลักปลดล็อคฝาหลัง กดลงไปแล้วดันฝาออก แค่นี้ก็จะเห็นแบตเตอรี่แล้ว
ด้านหลัง: มีลำโพงอยู่ที่มุมล่าง ลวดลายแกะสลักตรงนี้จะทำให้จับถือได้หนึบมือมากยิ่งขึ้น
ภาพรวม: แน่นอนว่ามือถือตัวละสองพันคงไม่มีส่วนประกอบอื่นใดนอกจากพลาสติก แต่กระนั้นก็เป็นแบบเหนียวที่เกิดรอยได้ยาก เรียกว่าไม่ต้องทะนุถนอมมันจนเกินกว่าเหตุ โดยรวมยังประกอบได้ดีเหมือนซีรี่ยส์ 1 และอย่างน้อยก็มีดีไซน์ดูดีกว่ามือถือจีนเยอะ
ชำแหละเครื่องใน
บอกตามตรงว่าเราเบื่อไอคอนแบบเก่าของโนเกียมาก เพราะดูไม่สวยเหมือนมือถือสมัยใหม่เลย แต่กับตัวนี้ต่างออกไป ลองกดเข้าไปดูในเมนูจะเห็นว่า 2323 classic ใช้ไอคอนแบบใหม่เหมือนพวก 6700 classic และใส่ทรานซิชั่น เอฟเฟ็คให้กับแถบไฮไลท์ในเมนูหลัก-รองด้วย ทำให้เคลื่อนไหวได้แบบเนียนตา และที่สำคัญสุดคือ ไม่ทำให้เครื่องช้าลงแต่ประการใด
คำถามที่คุณผู้อ่านอยากทราบคำตอบที่แน่ชัด คือ เราจะเอามันมาทำเป็นโมเด็มได้หรือไม่ มาถึงตรงนี้แล้วขอให้สบายใจได้เลยครับว่า เอดจ์ และ บลูทูธ ที่มากับเครื่องจะไม่ได้ใช้ในการรับส่งข้อมูลให้กับตัวมันเองเท่านั้น แต่ยังใช้ในการแชร์อินเทอร์เน็ตให้กับพีซีหรือคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊คได้ เราล่ะถูกใจอยากซื้อเก็บไว้เป็นเครื่องสำรอง ใส่ซิมการ์ดอีกเบอร์แล้วต่อเน็ตนอกบ้านจริงๆ
วิทยุเอฟเอ็มของรุ่นนี้เฮี้ยวสุดยอด ตอกหน้าเจ้าเอ็กซ์เพรสเรดิโอรุ่นเล็กเสียหน้าหงายเลยทีเดียว เนื่องจากทำได้ทั้งฟัง ทั้งบันทึก ถึงจะอัดไม่ได้เยอะเท่าไหร่ เนื่องจากหน่วยความจำมีน้อย ถ้าลองจัดการหน่วยความจำให้เป็นระเบียบ โอนไฟล์ที่ไม่จำเป็นออกจากเครื่อง เชื่อว่าคุณก็ใช้ 2323c ได้เต็มประสิทธิภาพ
โดยปกติแล้ว โนเกียมักจะเอาแบตเตอรี่ความจุต่ำที่ไม่ใช่ BL-5C มาใช้กับโทรศัพท์รุ่นล่าง ซึ่งถือเป็นการลดต้นทุนอีกเช่นกัน แต่คุณจะได้แบตก้อนเดิมใน 2323 classic ตามสเป็กแล้วคุณสามารถสนทนาต่อเนื่องได้ถึง 4 ชั่วโมง ใช้งานทั่วไปน่าจะได้ 2-3 วันสบายๆ นะ
ข้อดีอีกหลายข้อที่ยังไม่ได้พูดถึง แต่หาได้ในตารางสเป็กของเราคือ หน้าจอแสดงผลเป็นชนิดทีเอฟที การรับส่งอีเมล์ การรองรับจาวาแอพฯ ตลอดจนออแกไนเซอร์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ไม่ใช่แบบเดียวกับในซีรี่ยส์ 1 ที่เคยเจอมา หรือแม้แต่ใน 5030 XR ก็เหอะ เพียงเท่านี้ก็คุ้มกับเงิน 2 พันเศษทุกบาททุกสตางค์แล้ว
กูรูฟันธง
ถ้าคุณกำลังตามหาความคุ้มค่าที่อยู่นอกเหนือมือถือในกลุ่มสมอลแบรนด์ 2323 classic น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีให้คุณได้ เนื่องจากราคาค่อนข้างถูก เมื่อเทียบกับลูกเล่นที่ได้รับ ถ้าจับโทรศัพท์ในระดับเดียวกันมาวัด เชื่อว่าโนเกียตัวนี้ไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน ทีนี้ก็เหลือแค่รอการพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองแล้วแหละ
ข้อดี
- จอสีทีเอฟที
- วิทยุเอฟเอ็มอัดเสียงได้
- รองรับจาวา
- เชื่อมต่อด้วยบลูทูธและเอดจ์
- ใช้เป็นโมเด็มไร้สายได้
- แบตเตอรี่ความจุสูง
- เมนูใหม่มาพร้อมทรานซิชั่น
- สนับสนุนการรับส่งอีเมล์
ข้อเสีย
- หน่วยความจำมีเหลือแค่ 8 เมกะไบต์ ไม่พอเก็บริงโทนและจาวาเกมจำนวนมาก
- พร่องในเรื่องการเชื่อมต่อผ่านสายดาต้า
- แต่จะฟังวิทยุต้องต่อหูฟังก่อนนะ ไม่มีภาครับในตัวเหมือน 5030 XR



