เริ่มกันที่ด้านหน้า เป็นจอสัมผัสขนาด 3.2 นิ้ว ความละเอียด 360 x 640 พิกเซล แสดงผลได้ 16.7 ล้านสี โดยหน้าจอสัมผัสนั้นเป็นแบบ Resistive รองรับการสั่งงานทั้งจากปลายนิ้วสัมผัส และปากกาสไตลัส หรือจะใช้ปิ๊กกีตาร์ที่แถมมาให้กับสายคล้องภายในกล่องมาจิ้มสั่งงานก็เก๋ไป อีกแบบ
เหนือจอแสดงผลมีช่องลำโพงสนทนา ถัดไปที่มุมขวามีปุ่ม Media bar แบบสัมผัสเพื่อเป็นทางลัดเข้าสู่เมนูสื่อต่างๆ บริเวณด้านบนนี้ยังมี Proximity Sensor เมื่อมีการใช้งานโทรศัพท์โดยนำไปแนบกับใบหู ไฟหน้าจอจะดับเพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน

ใต้จอแสดงผลมีเพียงแค่ 3 ปุ่ม ปุ่มแรกคือปุ่มรับสาย ปุ่มกลางคือปุ่มเมนู และปุ่มขวาสุดเป็นปุ่มวางสาย
ด้าน ข้างซ้ายมีลำโพงซึ่งให้เสียงค่อนข้างดัง และยังมีช่องเสียบซิมการ์ด มีฝาปิดเป็นบานพับ สำหรับการใส่ซิมการ์ดนั้น หากรู้อยู่แล้วว่าต้องใส่ซิมการ์ดด้านใดก็เสียบเข้าไปได้ทันที ส่วนการถอดซิมการ์ดจำเป็นต้องถอดฝาหลัง และถอดแบตเตอรี่ออก จากนั้นเอาปากกาสไตลัสสอดไปในช่องเพื่อดันซิมการ์ดออกมา อีกช่องติดกันเป็นช่องเสียบการ์ดหน่วยความจำแบบ microSD ซึ่งมีมาให้ 2 GB ในแพ็คเกจ

ด้านข้างขวามีปุ่มปรับระดับ เสียงสนทนา ถัดลงมาเป็นสวิตซ์เลื่อนสำหรับล็อค/ปลดล็อคปุ่มกด และสุดท้ายกับปุ่มชัตเตอร์สำหรับการถ่ายภาพ
ด้านบนของตัว เครื่องมีช่องเสียบสายดาต้าลิงค์แบบ micro USB ถัดมาเป็นช่องเสียบชุดหูฟังขนาด 3.5 ใกล้ๆ กันเป็นช่องเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่ ติดกันนั้นจะเป็นปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง
ด้าน หลังมีกล้องดิจิตอลความละเอียด 2 ล้านพิกเซล แต่น่าเสียดายที่ไม่มีไฟช่วยส่องสว่างแบบ LED มาให้ นอกจากนี้ในก็มีในส่วนของปากกาสไตลัสซ่อนอยู่มุมล่างซ้ายของฝาหลัง

Nokia 5233
Nokia 5233 ถือเป็นหัวหอกสำคัญของ Nokia ในการแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดของสมาร์ทโฟนราคาประหยัด โดยอาศัยหน้าตาโมเดลเดิมๆ จากรุ่นยอดฮิตอย่าง Nokia 5800 XpressMusic มาตัดทอนฟังก์ชั่นบางอย่างที่ไม่ได้มีความจำเป็นสำหรับผู้ใช้งานโดยทั่วไป สักเท่าไหร่ ทั้งนี้เพื่อให้ Nokia 5233 นั้นมีราคาที่เราทุกคนต่างก็เอื้อมถึงได้ โดยยังคงเป็นโทรศัพท์มือถือหน้าจอสัมผัสที่ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Symbian v9.4 - S60 5th edition ควบคุมสั่งการผ่านจอแสดงผลระบบสัมผัสแบบ Resistive กว้าง 3.2 นิ้ว มีความละเอียด 360 x 640 พิกเซล แสดงผลได้ 16.7 ล้านสีเหมือนเคย และยังคงมี Proximity Sensor ซึ่งเป็นระบบปิดหน้าจออัตโนมัติขณะสนทนาเพื่อประหยัดพลังงาน แต่ได้ตัดกล้องหน้าออกไป เนื่องจาก Nokia 5233 ไม่รองรับ 3G จึงไม่มีความจำเป็นในการใช้งานวิดีโอคอลล์แต่อย่างใด
การ ป้อนข้อมูลต่างๆ สามารถเลือกใช้งานผ่านปุ่มกดเสมือนแบบ Alphanumeric ซึ่งเป็นการป้อนข้อมูลผ่านปุ่มตัวเลขที่อยู่บนหน้าจอ หรือจะเลือกป้อนข้อความด้วยคีย์บอร์ดเสมือนผ่าน Full screen QWERTY Keyboard และด้วยความที่ Nokia 5233 ยังไม่ได้เป็นหน้าจอเป็นแบบ Capacitive จึงยังรองรับการป้อนข้อมูลด้วยการเขียนจากลายมือของเรา (Handwriting recognition) อีกด้วย

2 MP Digital Camera
กล้องดิจิตอลของ Nokia 5233 มีความละเอียดมา 2 ล้านพิกเซล แต่ได้ตัดระบบออโต้โฟกัส และไฟแฟลช LED ออกไป สามารถซูมดิจิตอลได้ 3 ระดับ และสามารถตั้งเวลาถ่ายภาพได้นานสูงสุด 20 วินาที มีโทนสีของภาพให้เลือกอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นNormal, Sepia, Black & White, Vivid และ Negative พร้อมระบบปรับ White balance ให้กับภาพโดยอัตโนมัติ เลือกปรับค่าความไวแสง หรือค่า ISO ได้ 3 ระดับ หรือจะเลือกให้กล้องปรับให้โดยอัตโนมัติก็ได้ โดยภาพที่ได้ถ่ายที่ได้บันทึกไว้จะสามารถเข้าชมได้จากเมนูคลังภาพ ซึ่งสามารถใช้งานฟังก์ชั่นแก้ไข และตกแต่งรูปภาพได้ ซึ่งสามารถแก้ไขได้ทั้ง ความสว่าง, คอนทราสต์, ความคมชัด, ปรับขนาดและหมุนภาพ, ใส่กรอบ, แทรกรูปภาพคลิปอาร์ต และแทรกข้อความลงไปในภาพถ่าย เป็นต้น หลังจาก นอกจากนี้ยังบันทึกวิดีโอความละเอียด 640 x 480 พิกเซล ที่ 30 เฟรมต่อวินาที สามารถเลือกปิดเสียงเพื่อบันทึกเฉพาะไฟล์วิดีโอเพียงอย่างเดียวก็ได้

ความคมชัดน้อยไปบ้างเนื่องจากไม่มี Auto Focus
Music Player & FM Radio
ถึงแม้ว่า Nokia 5233 นั้นไม่ได้อยู่ในตระกูล XpressMusic แต่ก็ยังมีความสามารถที่ให้คุณเข้าถึงความบันเทิงได้อย่างรวดเร็วด้วยปุ่ม Media Bar ที่ด้านหน้าของตัวเครื่อง ซึ่งเมื่อเราสัมผัสก็จะพบกับ Drop down menu มาให้เลือก ซึ่งหนึ่งในรายการของเมนูนั่นก็คือเครื่องเล่นเพลงที่เราสามารถเลือกเล่น เพลงที่ชื่นชอบผ่านการ์ดหน่วยความจำแบบ microSD ที่แถมมาให้ถึง 2 GB ในแพ็คเกจ สำหรับหน้าตาเมื่อเข้าสู่การเล่นเพลง หน้าจอก็จะแสดงภาพศิลปิน หรือปกอัลบั้มขนาดใหญ่ การควบคุมเครื่องเล่นเพลงทำได้จากปุ่มกดแบบสัมผัสบนหน้าจอ พร้อมโหมดการเล่นเพลงแบบสุ่ม และเล่นซ้ำ พร้อมเลือกปรับแต่งโทนเสียงได้ด้วยอีควอไลเซอร์ 8 แบนด์ โดยการเล่นเพลงทั้งหมดนั้นจะเลือกเปิดผ่านลำโพงของตัวเครื่องก็ให้เสียงที่ อยู่ในเกณฑ์ดี หรืออยากจะฟังแบบส่วนตัวก็สามารถฟังผ่านชุดหูฟังสเตอริโอด้วยช่องต่อหูฟัง ขนาด 3.5 ม.ม. ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานทำให้เลือกใช้งานร่วมกับชุดหูฟังแบบต่างๆ ที่ชื่นชอบได้อย่างอิสระ ในส่วนของภาครับสัญญาณวิทยุ FM สเตอริโอก็ยังคงมีมาให้มีฟังก์ชั่นการค้นหาคลื่นพร้อมบันทึกช่องรายการให้ อัตโนมัติ โดยต้องเสียบชุดหูฟังสเตอริโอเพิ่อเป็นเสาอากาศในการรับสัญญาณเช่นเคย

Connectivity
Nokia 5233 นั้นไม่รองรับ 3G และการใช้งาน Wi-Fi ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตนั้นจะต้องเชื่อมต่อผ่าน EDGE/GPRS แต่ความสามารถของเว็บเบราเซอร์นั้นยังคงสมบูรณ์แบบรองรับการเปิดเว็บเพจได้ เต็มจอทั้งแนวตั้ง และแนวนอน ซึ่งหากเปิดในแนวนอนก็จะแสดงผลได้ค่อนข้างสวยงามเหมือนในคอมพิวเตอร์ อีกทั้งยังรองรับ Flash Player ยิ่งทำให้การแสดงผลเว็บเพจสมบูรณ์มากขึ้น อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงบริการต่างๆจาก Ovi และเข้าสู่เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง Facebook, YouTube, Hi5, Myspace ได้อย่างครบครัน
Final Opinion & Conclusion
สำหรับใครที่ยังไม่รีบร้อนใช้งานเครือข่าย 3G ที่เรียกได้ว่ายังไม่สมบูรณ์แบบ 100% และไม่ได้ต้องการให้โทรศัพท์มือถือของคุณเป็นอุปกรณ์นำทางขั้นเทพ คงจะมองว่าฟีเจอร์ต่างๆ ที่หายไปทั้งการรองรับ 3G และภาครับสัญญาณ GPS แต่แลกมาด้วยราคาที่ถูกลงของสมาร์ทโฟนซึ่งรองรับการใช้งานพื้นฐานต่างๆ อย่างครบครัน คงต้องพิจารณา Nokia 5233 ไว้เป็นโทรศัพท์มือถือคู่ใจสักเครื่องแล้วล่ะครับ

Strength
1. หน้าจอสัมผัสขนาด 3.2 นิ้ว
2. กล้องภาพนิ่ง 2 ล้านพิกเซล
3. เครื่องเล่นเพลง MP3 และวิทยุ FM ในตัว
4. มีช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 ม.ม.
5. รองรับชุดหูฟังสเตอริโอบลูทูธ (A2DP)
6. เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน EDGE/GPRS
Weakness
1. วัสดุดูพลาสติกไปนิด
2. ไม่มีไฟแฟลช LED
3. ยังชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต micro USB ไม่ได้









